ยูเอฟโอวงแหวน, วงแหวนยูเอฟโอ, ring shaped UFO
ท่านครับบนโลกใบนี้มีอะไรแปลก ๆ ที่อธิบายไม่ได้มากเหมือนกัน
และถูกถ่ายได้ต่างสถานที่บนโลกใบนี้ และถ่ายได้โดยคนละบุคคลกัน
แต่ที่แปลกคือวัตถุที่ถ่ายได้นี้มีลักษณะที่พิจารณาดูแล้วคล้ายกันมาก ๆ
ดังเช่นคลิปนี้ครับ เป็นการถ่ายทำวัตถุแปลก ๆ ที่ปรากฎอยู่บนท้องฟ้า
วัตถุนี้พิจารณาดูแล้ว คล้าย ๆ กับหนังสติ๊กรัดของเส้นใหญ่ลอยอยู่
คือมันมีแต่ขอบแต่กลางวงดูเหมือนไม่มีอะไร และดูเหมือนว่าจะเคลื่อนที่ได้ด้วย
ผมดูแล้วมันแปลกดีเหมือนกันครับ ฝากให้ท่านชม
อย่าลืมใช้วิจารณญาณด้วยครับ เพราะมันยังไม่ได้รับการพิสูจน์
เจ๋งที่สุดของคลิปนี้อยู่ตอนท้าย ๆ ครับ
https://www.youtube.com/watch?v=yPL_dJ-xtTQ
ตามหลักฐานการพบเห็นยูเอฟโอวงแหวนนี้
ถูกพบเห็นกันมาตั้งเกือบ ๆ 60 ปีมาแล้วครับ คือตั้งแต่ปี 1957
ตามคลิปนี้นะครับ
https://www.youtube.com/watch?v=GpL7X_qbAsw
คลิป Ring UFO คลิปนี้ถ่ายได้ที่ ญี่ปุ่นครับ
https://www.youtube.com/watch?v=34BBcD_rV2Q
อันนี้ยิ่งดูแปลกเข้าไปอีกครับ ถ่ายได้ที่ประเทศ นิวซีแลนด์
ลักษณะที่เห็นก็เป็น Ring UFO เช่นกัน ถ่ายได้ประมาณเดือน
พฤศจิกายน 2011 ที่ภูเขา Ruapehu ลักษณะคล้าย ๆ ก้อนเมฆ
กลุ่มหนึ่งที่แตกตัวออกมาจากเมฆก้อนใหญ่
แต่ไม่รู้เหมือนกันครับ ผมดูแล้วไม่น่าจะใช่เมฆ
ฝากท่านช่วยพิจารณาด้วยครับ
https://www.youtube.com/watch?v=RSMdGEfDQNE
หรือว่าบางที Ring Shaped UFO ถ้าจะให้เห็นแบบชัด ๆ
ต้องดูตอนกลางคืนครับ ลักษณะของมันที่แท้จริงแล้วคือรูปทรงของแหวน
มีหัวแหวนและตัวแหวน ส่วนของหัวแหวนเข้าใจว่าเป็นห้องควบคุมเครื่อง
คลิปนี้ถ่ายได้ตอนกลางคืน ที่เมือง Nova Scotia ประเทศแคนาดา 26
มีนาคม 2556 นี้เองครับท่าน คนดูยังน้อยมาก
ผมฝากท่่านอีกสักคลิปครับ
https://www.youtube.com/watch?v=5fidzjFKPKA
อันนี้ก็แปลกอีกเหมือนกันครับ สุนัขในคลิปเห่าด้วย
มันเห่าเพราะมันเห็นอะไรบางอย่างแปลก ๆ บนท้องฟ้า ผมดูแล้วมันคือ
Ring Shaped UFO ฝากท่านชมครับ(ไม่ต้องซีเรียสครับ
ชมเพื่อความบันเทิง) ผมดูแล้วก็น่าทึ่งเหมือนกัน
มันปล่อยควันสีดำออกมา ส่วนคลิปที่ผ่าน ๆ มาส่วนใหญ่ปล่อยควันสีขาว
https://www.youtube.com/watch?v=BPIxYg7ozD4
คลิปนี้ถ่ายได้ที่ประเทศเม็กซิโก ต้นปี 2010 ถ่ายได้ตอนกลางคืนครับ
https://www.youtube.com/watch?v=Y3vI-cGxRzc
ไฟล์วีดีโอด้านล่างนี้ ฝรั่งบอกว่าน่าจะเป็น wormhole ไม่งั้นก็เป็น
ยูเอฟโอวงแหวน ถ่ายได้ตอนกลางวันท่านลองชมและพิจารณาดูครับ
https://www.youtube.com/watch?v=h7bz4W2Bwgg
คลิปนี้ถ่ายได้เมื่อเร็ว ๆ นี้เอง ปี 2013
คลิปนี้บันทึกได้ที่ญี่ปุ่นประมาณ ปี 2011
พบที่ Sankey Tank, Bangalore สาธารณรัฐอินเดีย
บันทึกได้ที่สาธารณรัฐอินเดีย เมือง kakinada
รัฐ Andhra Pradesh วันที่ 27 มีนาคม ค.ศ.2020
ประวัติการพบเห็นยูเอฟโอวงแหวน
(The Ring - shaped Ufo)
ยูเอฟโอลักษณะชนิดนี้ มีประวัติการพบเห็นมานานพอควรแล้วครับ
ไม่แน่ชัดว่าวัตถุนี้คืออะไรแน่ แต่ที่แน่นอนคือไม่น่าจะเป็นวัตถุที่
มนุษย์บนโลกสร้างขึ้น ภาพขาว - ดำ ที่ท่านเห็นด้านบนนี้ 6 ภาพ
ถูกไว้โดยพลทหารนายหนึ่ง คือยูเอฟโอลักษณะนี้มันคล้ายกับจะ
สามารถควบคุมเมฆที่อยู่รอบ ๆ ตัวมันได้ ซึงก็ยืนยันได้จากภาพถ่าย
ที่พลทหารนายนี้ถ่ายไว้ได้ ก็คือพลทหารนายนี้ตอนแรกที่ให้ปากคำ
กับหน่วยสืบสวนได้ร้องขอให้อย่าเปิดเผยชื่อของเขา สถานที่ที่
บันทึกภาพได้ และตำแหน่งหน้าที่การงานของเขาออกไป เนื่องจาก
ในเวลานั้นเขายังประจำการรับราชการอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้และ
สถานที่แห่งนี้ก็เป็นสถานที่ราชการอีกด้วย คืออยู่ในกองทัพอากาศ
แห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ก็ในที่นี้ผู่ไปสัมภาษณ์ก็ขอเรียกพลทหารผู้นี้ใน
นามสมมติแล้วกัน ว่าเขาชื่อพลทหาร จิม สโตน
ในราวเดือน กันยายน ค.ศ.1957 พลทหารจิม สโตนได้ประจำ
การอยู่ ณ ฐานทัพอาการแห่งหนึ่งในรัฐเวอร์จิเนียร์ ชื่อ Fort
Belvoir ตำแหน่งที่ได้มอบหมายในเวลานั้นคือตำแหน่ง Post
Engineers มีอยู่วันหนึ่งเวลาราว 09.00 น . ขณะที่พลทหารนายนี้
กำลังเดินตรวจการณ์ตามปกติอยู่ ก็มีเพื่อนทหารตะโกนออกมาว่ามี
สิ่งผิดปกติให้ออกมาดูที่ท้องฟ้านอกอาคารโดยด่วน ก็มีทหารใน
บริเวณนั้น 5 - 6 นายรีบวิ่งออกไปดูเหตุการณ์ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือพล
ทหาร จิม สโตน ด้วย สิ่งที่พบเห็นคือบนท้องฟ้าขณะนั้นมีวัตถุบาง
อย่างดูคล้ายวงแหวน ขอบสีดำ ลอยอยู่ไม่ถึงกับสูงนักคือต่ำกว่าเมฆ
แต่สูงกว่ายอดไม้ ขอบของวงแหวนที่สังเกตุแล้วดูแน่นมากไม่น่าจะ
เป็นควันแต่น่าจะเป็นของแข็งหรือวัตถุแข็ง ๆ มากกว่า จากการคะเน
ขนาดของมันแล้วพลทหารจิม สโตน บอกว่าเฉพาะความหนาของ
ขอบน่าจะหนาราว 5 - 6 ฟุต แต่ว่าถ้าวัดจากขอบด้านนอกขอบหนึ่ง
ไปยังขอบด้านนอกอีกขอบหนึ่งน่าจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว
60 ฟุตได้
ในขณะนั้นพลทหาร จิม สโตน มีกล้องบันทึกภาพอยู่เป็น
กล้องสมัยโบราณ คือกล้องโกดัก Brownie ซึ่งเก็บไว้อยู่ในรถยนต์
ส่วนตัวจอดอยู่ใกล้ ๆ บริเวณนี้ ก็ไม่รอช้ารีบวิ่งไปที่รถแล้วนำกล้อง
ออกมาใส่ฟิล์ม แล้วกดชัตเตอร์ เขาเล่าว่าตอนที่ถ่ายไปถึงภาพที่ 2
วงแหวนนี้มันเหมือนจะมีควันหรือน่าจะเป็นเมฆเริ่มลอยเข้ามาล้อม
รอบวงแหวนนี้อย่างช้า ๆ จนประมาณสัก 30 - 60 วินาทีผ่านไป
วงแหวนนี้ดูแล้วมันเหมือนกับก้อนเมฆก้อนหนึ่งเลย ถ้าคนไม่ได้
สังเกตุมาตั้งแต่ต้นก็จะเข้าใจว่าสิ่งที่เห็นนี้เป็นก้อนเมฆอย่างแน่นอน
พลทหารจิม สโตน คิดขึ้นและเริ่มไม่แน่ใจนักว่าสถานที่แห่งนี้ก็
เป็นหน่วยทหาร เป็นที่ตั้งในหน่วยทหาร สิ่งที่เห็นนี้บางทีแล้วมันอาจ
จะเป็นอาวุธลับของกองทัพอากาศซึ่งไม่อยากจะเปิดเผยก็เป็นไปได้
ซึ่งเขาไม่ควรจะไปถ่ายภาพเก็บไว้ หรือไปยุ่งย่ามอะไรกับมัน ก็ใน
ช่วงพักเบรค คนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็มานั่งประชุมกันกับสิ่งที่
พบเห็นมาเมื่อตอนเช้า ว่าพวกเราอย่าเพิ่งไปเล่าไปเปิดเผยที่ไหนน่า
จะดีที่สุดเพราะว่ามันอาจจะทำให้พวกเราเดือดร้อนในภายหลังได้
หากผู้บังคับบัญชาไม่เห็นด้วย หลังจากเหตุการณ์ในวันที่พบเห็นพล
ทหาร จิม สโตน ก็กลับบ้านไปแล้วนำฟิล์มไปทำการล้างและอัดภาพ
ออกมา(ตามภาพที่แสดงไว้ข้างต้นเป็นภาพขาว-ดำ)
ตามปากคำที่พลทหารจิม สโตนให้มา คือตำแหน่งที่กองทัพ
อากาศมอบหมายให้เขานี้(ตำแหน่ง Post Engineers) มันไม่ได้
นานมากนักและก็เจ้าหน้าที่ในฐานทัพก็ไม่ถึงกับสนิทมากหรือรู้จัก
กันมาก ๆ เวลาผ่านไปจากเหตุการณ์นั้น 10 ปี ก็เลยทำให้ไม่
สามารถจะจำหรือไปค้นหานายทหารคนอื่นอีก 5 คนที่อยู่ใน
เหตุการณ์วันนั้นได้ เนื่องจากการย้ายหน้าที่การงาน ย้านฐานทัพ
หรืออาจจะลาออกหรือเกณียณจากราชการไปแล้ว ก็ฝรั่งผู้เขียนที่
ให้ความรู้เรื่องที่กำลังเล่ามานี้ให้ที่อยู่ไว้ เผื่อท่านอยากจะให้ข้อมูล
เพิ่มเติม ที่อยู่ เลขที่ 1145 Broadway, New York 1, N.Y. ชื่อ
ของท่านจะถูกปกปิดเป็นความลับขั้นสุด
ผ่านไปหลายปี พลทหารจิม สโตน เริ่มมีความกล้าขึ้นบ้าง นำ
ภาพที่ถ่ายบันทึกได้ในวันนั้นออกมาอวดมาโชว์ให้กับคนสนิทรอบ
ข้างดู ตามข่าวที่ได้มาคือได้รับเสียงหัวเราะอย่างล้นหลามจากผู้คน
รอบข้าง(ไม่เชื่อในความมีอยู่จริง) ราวเดือนมีนาคม ค.ศ.1966 มี
เพื่อนของพลทหารจิม สโตนคนหนึ่งออกความเห็นว่า น่าจะส่งภาพ
ทั้ง 6 นี้ไปยังหน่วยสืบสวนยูเอฟโอ(NICAP) จะดีไหมแล้วดูว่าพวก
เขาจะว่าอย่างไร สุดท้ายแล้ว NICAP ได้รับภาพเหล่านี้จริง ๆ ด้วย
คำพูดที่เขียนติดข้างกล่องไปว่า ด้วยความต่อเนื่องของการพบเห็น
วัตถุลึกลับ พวกเราคิดว่าภาพเหล่านี้เป็นอีกหลายภาพที่คุณควรจะ
สนใจ หากพวกท่านอยากจะได้ข้อมูลใด ๆ เพิ่มเติมก็ให้ติดต่อกลับ
มาที่อยู่ของพลทหารจิม สโตน สุดท้าย NICAP ส่งภาพทั้งหมดมา
ให้ยังผู้ฝรั่งผู้เขียน Article เรื่องนี้ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบความจริง
แท้ของภาพ(ฝรั่งผู้เขียนคนนี้ ในขณะนั้นทำหน้าที่ ที่ปรึกษาทาง
ด้านภาพถ่าย)
จากการตรวจสอบภาพถ่ายที่ได้มาแล้ว พบว่าเป็นภาพที่น่า
ประทับใจมากยากมากที่จะทำขึ้นใหม่ เสริมขึ้น หรือตกแต่งภาพขึ้น
ยิ่งด้วยคนถ่ายภาพเป็นเพียงมือสมัครเล่นและใช้กล้องถ่ายภาพรุ่น
เก่ากึ๊กซึ่งออกแบบมาเพื่อการถ่ายภาพอย่างเดียว ไม่มีฟังก์ชั่นใด ๆ
ในการตกแต่งภาพเหมือนกล้องในยุคปัจจุบันก็คงจะยากในการ
ปลอมแปลงภาพนี้ ผู้เขียน Article นี้ตกลงใจที่จะติดต่อไปยังพล
ทหาร จิม สโตน หรือปัจจุบัน ณ ขณะนั้นจะเรียกว่าคุณ
สโตน(เพราะว่าปลดออกจากราชการแล้ว) เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม ก็
ประมาณ 1 เดือนผ่านไปผู้เขียน Article นี้ได้รับจดหมายตอบกลับ
จากคุณสโตน บอกว่าต้องขอโทษด้วยที่ตอบกลับช้า สาเหตุที่ตอบ
กลับช้าก็เพราะว่ากำลังพยายามหาฟิล์มเนกาตีฟต้นฉบับโกดักอยู่
แต่หาไม่พบเนื่องด้วยตั้งแต่วันที่มีการบันทึกภาพชุดนี้ไว้แล้ว ทาง
คุณสโตนได้มีการย้ายที่อยู่มากถึง 7 ครั้ง จนกระทั่งจำไม่ได้แล้วว่า
ม้วนฟิล์มถูกนำไปเก็บไปซุกไว้ตรงไหน เนื่องจากไม่ได้ให้ความ
สนใจอะไรกับม้วนฟิล์มนี้มากนัก แต่ทางคุณสโตน ค่อนข้างมั่นใจว่า
อย่างไรม้วนฟิล์มนี้ก็น่าจะยังคงอยู่ละ เพียงแต่ว่าไปซุกอยู่ที่ตรง
ไหน มุมไหน หรือกล่องไหนเท่านั้นเอง หากพบม้วนฟิล์มก็จะนำส่ง
ให้ทางผู้เขียนอย่างทันที
ทางผู้เขียนได้ดำเนินการทำสำเนาภาพชุดที่ได้รับมาทั้งหมดนี้
ขึ้นมา 2 ชุด ภาพชุดหนึ่งได้ถูกส่งไปยังบุคคลที่น่าจะมีความรู้เกี่ยว
กับภาพและความรู้ทางด้านฟิสิกส์ชั้นบรรยากาศ คือ Dr.James E.
Mcdonald และท่านศาสตราจารย์ Chales A. Maney เพื่อขอความ
เห็นเกี่ยวภาพชุดนี้ Dr.James E. Mcdonald ตื่นเต้นกับภาพที่ได้
รับมาก ในวันที่ 9 กันยายน ค.ศ.1966 ก็ได้โทรศัพท์ไปยังคุณสโตน
เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ก็จากรายงานที่ Dr.James E.
Mcdonald รายงานให้กับ NICAP กล่าวไว้ว่า ไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่
จะสามารถกล่าวได้ว่าภาพวัตถุประหลาดในชุดภาพนี้เป็นภาพที่ถูก
ตกแต่งขึ้น ในส่วนความเห็นของ ท่านศาสตราจารย์ Chales A.
Maney กล่าวว่า ภาพชุดนี้เป็นภาพที่น่าตื่นตะลึงมาก บนโลกนี้มัน
น่าจะยังมีกฎทางฟิสิกส์อีกมากมายมหาศาลที่ยังรอการค้นพบ ส่วน
ตัวผมเองเชื่อว่าสิ่งที่ตามนุษย์เห็น(คุณสโตน และเจ้าหน้าที่ในขณะ
นั้น) กับสิ่งที่กล้องถ่ายภาพบันทึกได้ เป็นสิ่งเดียวกันเป็นภาพ
เดียวกันไม่ใช่เกิดจากการตาฝาดหรือจิตหลอน
ทางผู้เขียน Article นี้ได้ตั้งคำถาม ท่านศาสตราจารย์ Chales
A. Maney ว่าท่านคิดว่าเป็นไปได้ไหมว่า เมฆกลุ่มนี้จะถูกสร้างขึ้น
มาและสามารถบังคับให้เมฆเข้ามารวมกันในที่ใดที่หนึ่งได้ ท่าน
ศาสตราจารย์ Chales A. Maney ให้ความเห็นว่าในส่วนตัวผมคิดว่า
คงจะเป็นไปไม่ได้ และได้ยกตัวอย่างการทดลองทางวิทยาศาสตร์
การทดลองหนึ่งขึ้น การทดลองนี้ ทำขึ้นในปี ค.ศ.1952 โดยนัก
ฟิสิกส์คนหนึ่งชื่อ Noel Scott ที่ฐานทัพ Fort Belvoir รัฐเวอร์จิ
เนียร์ นักฟิสิกส์ Scott ได้ทำการพ่นหรือปล่อยโมเลกุลอนุภาพของ
อากาศเข้าไปยังหลอดสุญญากาศความสูงประมาณ 3 ฟุตรูปร่าง
ทรงคนโท ซึ่งมันสามารถจะสร้างเมฆขึ้นมาได้กลุ่มหนึ่ง และเหมือน
จะสามารถบังคับเมฆกลุ่มนี้ได้ด้วย ในขณะนั้นทางนักฟิสิกส์ Scott
ได้แจ้งให้กับกองทัพทราบว่าสิ่งที่เกิดขึั้นกับการทดลองนี้ คงไม่
สามารถเกิดขึ้นได้จริงในธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเรา เนื่องจากอากาศ
มีปริมาณมาก สถานที่จะกว้างขวางไม่เหมือนในหลอดทดลอง ตรงนี้
ยืนยันได้ด้วยกับคำพูดนักวิทยาศาสตร์อีกคนจากสถาบัน Carnegie
ชื่อ Dr. George Ray Wait. ว่าให้ด้วยทุกอย่างกับสิ่งที่นักฟิสิกส์
Scott กล่าว คงจะไม่สามารถทำอะไรแบบนี้ได้หากอยู่ในธรรมชาติ
ปกติ ก็คิดง่าย ๆ ถ้าหากว่าท่านสามารถจะควบคุมโมเลกุลอากาศ
หรือก้อนเมฆได้แล้วละก็ ท่านก็จะสามารถควบคุมภูมิอากาศของ
โลกได้เลย ตรงจุดใดที่ฝนตกมากท่านก็คงจะย้ายเมฆตรงจุดนี้ไปยัง
จุดอื่น ตรงไหนที่ฝนตกน้อยหรือไม่ตกต้องตามฤดูกาลท่านก็คงจะ
สามารถย้ายเมฆกลุ่มใหญ่มาตรงจุดนี้ได้ ถึงจะมีเทคโนโลยีในการ
ทำฝนเทียมแต่ความแม่นยำก็ยังไม่ถึงกับจะ 100 เปอร์เซ็นต์ หรือถ้า
ใหญ่กว่านั้นตรงไหนที่จะมีพายุไต้ฝุ่นพัดเข้ามา ท่านก็คงจะสามารถ
ย้ายไต้ฝุ่นทั้งลูกออกไปได้หรือทำให้มันสลายไปได้ ซึ่งบนโลกของ
ความเป็นจริงแล้วไม่มีทางที่จะทำได้ หรืออย่างน้อยความรู้และ
วิวัฒนาการของมนุษย์ก็ยังไม่ดีพอที่จะควบคุมสภาพอากาศได้ ไม่
ว่าในอดีตในขณะนั้น ปี ค.ศ.1952 มาจนถึง ณ ปัจจุบันนี้ ค.ศ.2025
ก็ยังคงไม่สามารถทำได้อยู่ดี
ท่านศาสตราจารย์ Chales A. Maney ก็ให้ความเห็นตรง
พ้องกันกับ Dr. George Ray Wait. ว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตามการที่
เมฆสามารถเข้ามารวมกันในที่หนึ่งที่ใดได้ นั่นก็หมายความว่า
บรรยากาศรอบ ๆ เมฆกลุ่มนี้ต้องมีพลังงานบางอย่างที่รุนแรงมาก ๆ
จนมากพอที่จะดึงเมฆให้เข้ามารวมมกัน ณ จุด ๆ เดียวกันได้ ซึ่งสิ่ง
นี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ มันต้องถูกทำขึ้นมา แต่ใครเป็นคน
ทำหรือใช้เครื่องมืออะไรในการทำไม่สามารถจะระบุได้อย่างชัดเจน
ซึ่งความน่าเชื่อถือประการสุดท้ายเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ NiCAP ซึ่ง
เป็นที่ทราบกันว่าหากหลักฐานที่ปรากฎเกี่ยวกับเรื่องยูเอฟโอ เป็น
เพียงแค่ภาพถ่ายธรรมดาที่บุคคลทั่ว ๆ ไปส่งมาละก็ ยากมากครับที่
NICAP จะเชื่อ มันต้องมีหลักฐานอื่นประกอบอีกมาก ๆ ต้องมีบุคคล
ยืนยัน ต้องมีบุคคลที่เชื่อถือได้และมีความรู้ในศาสตร์นั้นมายืนยัน
NiCAP ตัดสินใจลงบทความเรื่องนี้ตีแผ่ในเอกสารของ NICAP เอง
นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่พอจะเชื่อได้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือมีมูลความ
จริง หากข้อมูลไม่เจ๋งจริงละก็ ลืมไปได้เลยว่าเรื่องของคนที่ส่งมาจะ
ได้ไปลงในนิตยสารของเขา